จุดที่พอดี

อะไรคือจุดที่ลงตัวและพอดี
แค่ไหน คือ ระยะห่างที่จะไม่ทำให้มันเกิดความรู้สึกใดๆ มากขึ้น
และไม่ทำให้รู้สึกเหมือนเราสูญเสียอะไรไป
ตรงที่ที่เราอยู่…
ยังใกล้เกินไปเหรอ…มันถึงยังสะทกสะเทือนได้อยู่
ทั้งที่เรารู้สึก…ว่ามันไกลกันเหลือเกินแล้ว

ห่าง มากกว่าที่เคยห่าง ทั้งหมดในชีวิต

ควรจะยินดี และพอใจ

ไม่มีอะไร จริง และ เป็นไปได้เท่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้อีกแล้ว
มันจริงที่สุดแล้ว 
และมันก็ดีที่สุดแล้ว

เราไม่เคยหวัง ให้อะไรๆ ภายนอกเปลี่ยนแปลง
เราหวัง…แค่ตัวเอง
เมื่อไหร่ จะเปลี่ยนไป…เปลี่ยนไป ให้ได้ซักที.

๑-๕

๑.
มีคนบอกว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มันมีพลังประหลาด
อะไรคือ พลังประหลาดที่ว่า…เราเองก็ไม่รู้
 
คนเราจะรู้สึกว่าตัวเองมีความหมายกับใคร เมื่อไหร่กันเหรอ?
เมื่อเค้านึกถึงเรา ตอนที่เค้ามีความสุข
หรือ เมื่อเค้านึกถึงเราตอนที่เค้ามีความทุกข์
หรือเมื่อเค้านึกถึงเราตลอดเวลา
หรือเมื่อเค้าไม่นึกถึงเราเลย
 
 
๒.
ความสัมพันธ์บางอย่าง
อยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง
เงื่อนไขบางอย่าง ก็ต้องยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข
๓.

คนที่ไม่เรียกร้องอะไรเลย
ย่อมไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับอะไรเลย
คนที่รู้สึกว่าตัวเอง ได้น้อยเกินไป
ก็เพราะว่า ต้องการ มากเกินไป
ไม่ใช่หรอกเหรอ?

๔.
เวลาที่รู้ว่ากำลังหาคำตอบจากอะไรที่ไม่มีคำตอบ
ก็ควรจะเลิกสงสัย
ไม่ต้องข้องใจอะไรอีกแล้ว
โลก ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเราทุกข้อ
เราไม่จำเป็นต้องได้คำตอบ ในทุกคำถาม
 
๕.
ค น บ า งค น ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพื่อเรา
ในขณะที่เค้าเองก็กำลังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกวัน
 
เราเชื่อในความเปลี่ยนแปลงเสมอ
เราคิด…ว่าทุกคนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงมีอยู่จริง
แต่…แต่ละคนยอมรับในการเปลี่ยนแปลงได้ไม่เท่ากัน
การเปลี่ยนแปลง…อาจไม่ได้มีไว้เพื่อยอมรับ
ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ
คนเรา บางที ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า
การปล่อยให้อะไรๆ เป็นไปตามทางของมัน
จะยอมรับได้หรือไม่ มันก็ต้องเกิด
จะเข้าใจมันหรือไม่ มันก็เป็นไปแล้ว
 
รับรู้ แล้ว ป ล่ อ ย ไ ป

Huahin

huahin_063 by you.

ทอมรึเปล่า

 

From: maywai@hotmail.com
To: nungning_insomeday@hotmail.com
Subject: ทอมรึเปล่า
Date: Sun, 4 May 2008 23:47:25 +0700

ตั้งแต่ไม่ได้ไปพะเยา เมย์พยายามจะจัดการเวลาของตัวเอง เจียดส่วนที่ว่างมาโปะช่องโหว่ที่หายไปหลายเดือน
ก่อนหน้านี้เรียนภาษาญี่ปุ่นจนเกือบจะจบคอร์ส และกำลังจะต่อชั้นกลาง แต่เพราะต้องไปพะเยา
ทั้งเรียน ทั้งสอนภาษาให้เด็กๆก็เป็นอันต้องเลิกไป
กลับมาเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อ แล้วก็เรียนกีตาร์ไปด้วย
ทั้งสองวิชาอัดกันอยู่ในวันอาทิตย์ แน่นอนว่าเป็นวันที่รอคอยมาตลอดสัปดาห์
เดือนเมษาที่ผ่านมา สองอาทิตย์แรกดันชนกับวันหยุด
อาทิตย์ต่อมาติดงาน BIG บริษัทไปจัดบูธ
อีกอาทิตย์โดนเรียกตัวไปโชว์รูมกะทันหันเพราะมีลูกค้ามาแบบไม่ได้นัด
เป็นสองอาทิตย์ที่รู้สึกไม่ได้ดั่งใจสุดๆ แต่ก็ทนๆทำใจทำมันไปให้เสร็จ
กลับไปวันนี้ ค่อยรู้สึกว่าชีวิตกลับมาเป็นของตัวเอง

วันนี้เลิกเรียนกีตาร์แล้วนั่งคุยกับครูเรื่อยเปื่อยต่ออีกเกือบชั่วโมง
ครูคนนี้เป็นเพื่อนมัธยมของฟูลมูนเด็กจิดกำแฟนอ้อย ชื่อคุณอาร์ท เปิดห้องเล็กๆสอนอยู่กับบ้าน
สอนทุกประเภท ตั้งแต่เพลงป๊อปดาดๆ กีตาร์ฮีโร่โชว์เหนือ คลาสสิคชั้นสูง แจซมาตรฐาน
ไม่ว่าแนวไหนคุณอาร์ทก็เล่นได้หมด ไม่เคยคุยกันนอกเรื่องกีตาร์เท่าไหร่
อาจจะมีบ้างก็ถามไถ่เรื่องฟูลมูน เรื่องอ้อย เรื่องวันหยุด
แต่วันนี้เมย์เรียนรอบสุดท้ายของวัน ไม่มีที่ไหนต้องรีบไป ก็นั่งคุยกันมาเรื่อยๆ
คุณอาร์ทเล่าเรื่องประวัติการเล่นกีตาร์ของตัวเอง เรื่องการมาเป็นครู
คนคนนี้เป็นคนที่น่าอิจฉามาก นอกจากเรื่องฐานะทางครอบครัวที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ
คุณอาร์ทรู้ตัวว่าชอบอะไรแล้วทำได้ดี เมย์บอกเค้าว่าเมย์มาเรียนเรื่อยเปื่อยแก้ว่าง
คุณอาร์ทเลยแนะนำว่า ลองตั้งโกลในการเรียนกีตาร์ของตัวเองดูมั้ย
จะได้เห็นคุณค่าของมันมากกว่านี้ (ไม่แน่ใจว่าเค้าประชดที่เมย์ไม่ซ้อมรึเปล่า)
ดีไม่ดีเมย์อาจเป็นครูสอนกีตาร์อีกคนนึงซักวันก็ได้

เมย์จะเป็นนักเขียนที่เป็นครูสอนกีตาร์ไปด้วยดีมั้ยนะ ฮ่าๆๆ

pm หลังชื่อใน msn ของพี่หนุงหนิง ที่ว่ามาเมย์จำได้ทั้ง 2 อันเลยแหละ
เป็นสิ่งที่รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ไม่ทำ…

บทสนทนาสุดท้ายก่อนออกจากที่เรียนกีตาร์วันนี้
คุยกันเรื่องโรงเรียนที่คุณอาร์ทเรียนมากับฟูลมูน
“เมย์เรียนเตรียมตอนม.ปลาย”
“เหรอครับ ผมว่าเด็กโรงเรียนนี้แม่งโคตรเก่งเลยครับ ทำไมเค้าเก่งกันชิบหายอย่างงั้นอะครับคุณเมย์”
(จริงๆเป็นคนสุภาพมากเลยแหละ เวลาพูดแม่ง โคตร ชิบหาย ก็ยังโคตรสุภาพ แถมยังจะเติมครับเข้ามาอีก)
“ที่เตรียมมีประชากรชายเป็นครึ่งนึงของประชากรหญิง เป็นอีกเรื่องที่คุณอาร์ทน่าจะทึ่ง”
“งี้ก็มีตุ๊ดกระเทยไรงี้ด้วยปะครับ ผมว่าเดี๋ยวนี้ตุ๊ดน่ารักๆเยอะขึ้นนะ”
“เหย อย่าบอกนะว่าเห็นตุ๊ดน่ารักๆแล้วคุณอาร์ทหวั่นไหว เฮ้ย หรือจริงๆแล้วคุณอาร์ทอยากน่ารักแบบนั้น”
“ฮ่าๆๆๆๆ แล้วคุณเมย์อะครับเป็นทอมรึเปล่า”

หลังจากประโยคนั้นเมย์เลยสติแตกมาตลอดเย็น เพราะไม่นานมานี้ ไอ้อุ้มอินทีเรียก็มาถามแบบไร้เดียงสา ไม่มีสำเนียงแซวว่า “ถ้าแกมีแฟนแกจะมีแฟนผู้หญิงผู้ชายวะเมย์”
เพื่อนที่สนิทกันมากๆคนนึงก็บอกว่าไม่รู้สึกว่าเมย์เป็นผู้หญิงเลย

ถ้ามีอีกคนนึงมาทักจะเป็นทอมจริงๆละนะ ฮึ่ม!!!

RE: ทอมรึเปล่า
จาก: ไม่ว่างnung ning (nungning_insomeday@hotmail.com)
ส่งเมื่อ:
5 พฤษภาคม 2551 4:43:01
ถึง:
may wai (maywai@hotmail.com)

 
 
เออ…แล้วตกลงเมย์เป็นทอมรึเปล่าอ่ะ???
.
.
.
.
๕๕๕ ล้อเล่นนนน
 
นึกถึงวันก่อนที่ดู (ฟัง) รายการตีสิบ ที่เค้าสัมภาษณ์ทอม ที่มีแฟนเป็นกระเทย
เป็นการปิ๊งรักสลับขั้วแบบซ้ำซ้อนขึ้นไปอีกขั้น
จะว่าแปลก ก็แปลก จะว่าไม่แปลก ก็ไม่แปลก
ดูๆ ฟังๆ ไปแบบไม่ค่อยอยากจะทำความเข้าใจอะไรมาก
บอกตรงๆ ช่วงนี้เบื่อๆ เอียนๆ อะไรที่มันออกไปทาง Romance
 

 
เคยคิดเหมือนกันว่า นอกจากกิจวัตร “ทำมาหากิน” ที่ทำอยู่ทุกวันๆ แล้ว
ถ้าจะให้ลองไปหาอะไรมาเพิ่มพูนสติปัญญาบ้าง…พี่จะทำอะไร???
อืมม…จนถึงตอนนี้ ก็ยังคิดไม่ออก
 
นานมาแล้ว เคยคุยกับใครคนนึง เรื่องจุดมุ่งหมายในชีวิต
ทำให้รู้สึกได้ทันทีว่า ณ ตำแหน่งที่เรา (พี่กับเค้า) สองคนได้คุยกันนั้น เป็นเพียงแค่จุดตัดเล็กๆ จุดนึงของชีวิตเท่านั้น
เพราะยิ่งแต่ละคนพูดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น และอยากทำ ในอนาคต
มันยิ่งเหมือนคนที่ลากกระเป๋ามาเจอกันที่สุวรรณภูมิ
แล้วก็ต่างคนต่างไป…
 
 
พี่ไม่เคยมีความตั้งใจว่า จะต้องทำงานหาเงินเยอะๆ (มาก่อน)
แม้ตอนนี้เวลาอยากได้อะไรที่มันต้องใช้เงินก้อนใหญ่ๆ ไปแลกมันมา อาจจะเริ่มแอบคิดอยู่บ้าง
ใครคนที่คุยด้วยวันนั้น ชอบทำท่าแปลกใจ เวลาพี่เสนอตัวทำงานอะไรให้ใครฟรีๆ
เหตุผลอย่างเดียว คือ อยากทำ
เวลาเจองานที่อยากทำ อย่าว่าแต่ทำฟรีเลย
ต่อให้ต้องจ่ายเงินให้เค้า เพื่อขอเอางานมาทำ หึหึ…บางทีพี่ก็คงยอม
(แต่ภาวนา อย่าให้เป็นไปถึงขั้นนั้น)
 
 
จำได้ว่าช่วงนั้นขาดความมั่นใจในตัวเองไปเยอะแยะ
เข้าใจว่า ทำไมเราเป็นคนที่ใช้ชีวิตผิดแบบแผนเยี่ยงนี้
หลังจากโดนถามว่า รู้จักการลงทุนอะไรบ้าง? เคยซื้อกองทุนไว้เก็งกำไรบ้างมั้ย?
เริ่มถูกแนะนำให้เล่นหุ้น รวมทั้งหัดเก็บเงินด้วยวิธีการเก็บเงินแบบ…(แบบอะไรที่จำไม่ได้แล้ว)
ถูกแนะนำให้ทำ “เวบปั่น” เพื่อหาเงินจาก google
เชื่อมั้ย มีคนที่ทำเงินจากไอ้เวบปั่นนี่เดือนละเป็นหลักล้าน
ถ้าทำแบบเล่นๆ ชิลๆ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้เงินมาจ่ายค่าเช่าห้องได้สบายๆ
ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเด็กอนุบาลที่ถูกสอนให้วาดภาพแบบแวนโก๊ะ!!!
 
รู้ และเชื่อ
แต่ไม่คิดจะทำ
 
ไม่รู้พี่เข้าใจถูกมั้ย??
ว่าคนเรา ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่ได้เงิน
 
 
ปล.พี่ไม่เคยคิดว่าเมย์เป็นทอมเลย
เข้าใจว่า เป็นกะเทยมาตลอด!!!!

ความกลัวอันงี่เง่า

From: maywai@hotmail.com
To: nungning_insomeday@hotmail.com
Subject: ความกลัวอันงี่เง่า
Date: Sat, 3 May 2008 23:55:27 +0700

ตั้งแต่เรียนจบมา ก็ไม่ได้ไปดูละครถาปัต นิเทศ หรืออะไรอื่นๆอีกแล้วล่ะ
เพราะไม่ได้กระตือรือร้นขวนขวายจะดูขนาดนั้น ไม่มีเพื่อนมาหยิบยื่นให้ก็ไม่ได้มีแรงอะไรมากระตุ้น
ดูหนังก็น้อยลง เมื่อก่อนเข้าร้านเฟมจนยืนคุยกับพี่เจ้าของอยู่สองสามนาน
อาทิตย์นึงเช่าหนังประมาณ 10 เรื่อง แล้วตะบี้ตะบันดู บางทีก็ไรท์ไปเผื่อแผ่เพื่อนบ้าง
ช่วงหลายวันมานี้ก็ดูหนังไปหลายเรื่อง Tokyo Tower ที่บอก
Millennium Actress, My Life as A Dog, Innocent Voices, โคตรรักเอ็งเลย
เดี๋ยวคืนนี้ถ้าไม่ง่วงเกินไปก็อาจจะหยิบดีวีดีที่ดองไว้(ประมาณ 20 แผ่นได้) มาดูซักเรื่อง

จำได้ ที่เมย์บอกว่าไม่รู้สึกภูมิใจในวิชาชีพ
ตอนนั้นคงทำงานที่รู้สึกว่าไม่ได้พัฒนาสมองส่วนใดๆ เลยร่ำๆ จะออก
ไม่นานมานี้ มีผู้ใหญ่คนนึงจ้างเมย์ทำจ๊อบกราฟฟิค
คุยกันเรื่องต่างๆนอกเหนือจากงานบ้าง
เลยโดนสั่งสอนมาว่า พัฒนาการของคนไม่ได้มีแค่เรื่องความสามารถอย่างเดียว
ความเป็นผู้ใหญ่ของคนส่วนมากมันมาจากจิตใจ
เมย์ไม่อยากมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณมั่งเหรอ
….
เมย์เป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะงานไหนๆ เมย์มักจะถามตัวเองว่า เรารู้อะไรมากขึ้น เราพัฒนาอะไรมากขึ้นรึเปล่า
แต่ไม่ค่อยจะมาคิดว่า ที่เราไม่โวยวายใส่โรงพิมพ์ที่เบี้ยวงาน
ที่เราพูด”ขอโทษ”เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่ความผิดเรา
ที่เราอดทนมาได้ 11 เดือน วิญญาณเราอาจจะโตขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแล้วก็ได้

เมย์อาจจะบ่นกับคนสนิทบ่อยๆว่าอยากเป็นนักเขียน
(พูดแบบนี้กับคนที่ไม่สนิทแล้วมันกระดากๆยังไงชอบกล)
แต่ก็ไม่เริ่มเขียนอะไรขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอัน
รู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีข้อมูลที่พร้อมพอ แต่นั่นก็อาจจะเป็นข้ออ้างของ
1. ความขี้เกียจ
2. ความกลัว

ทั้งที่รู้ว่าถ้าไม่เริ่มเขียนก็ไม่มีวันได้เป็นนักเขียน
แต่ก็ไม่ช่วยให้ความกลัวงี่เง่าอันนี้ของเมย์ลดน้อยลงไปได้
ถ้ามีคนมาวิจารณ์งานกราฟฟิคของเมย์ว่าห่วยแตก ด้วยความสัตย์จริง เมย์จะไม่โกรธเลย
แต่ถ้าเป็นงานเขียน เมย์ยังไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอ
ถ้ามีใครมาบอกว่ามันไม่ดี เมย์อาจจะล้มป่วยทางจิตอยู่ซักพัก
ถ้าต้องสูญเสียสิ่งที่รักมากที่สุดอันนี้ไป ก็ไม่มีที่ไหนจะให้วิ่งหนีไปหาอีกแล้ว
นี่ยังไม่ทันเขียนก็กลัวว่ามันจะไม่ดีแล้วดูสิ
ได้เขียนเมื่อไหร่ แล้วยอมรับความจริงว่ามันยังไม่ดีได้แล้วพยายามจะพัฒนาได้เมื่อไหร่
เมื่อนั้นพัฒนาการในการเขียนและวิญญาณขี้ปะติ๋วของเมย์ก็คงโตขึ้นอีกหนึ่งขวบปี

————————————–

RE: ความกลัวอันงี่เง่า
จาก: nung ning (nungning_insomeday@hotmail.com)
ส่งเมื่อ:3 พฤษภาคม 2551 18:18:25
ถึง: may wai (maywai@hotmail.com)

อยากจะแกล้งเก็บเมลล์ไว้ซัก๒-๓วัน แล้วค่อยตอบ
ไม่อยากให้รู้สึกว่า เวลาได้อ่านเมลล์จากเมย์แล้ว รีบตอบแบบมือไม้สั่น
แต่พออ่านจบทีไร มันเป็นแบบนั้นทุกที(ว่ะ)

สมัยที่หนังสือกลอนรักหวานแหวว เป็นเหมือนหนังสือเรียนอ่านนอกเวลาของวัย “Teen” ช่วงนั้น
หนังสือเล่มแรกในชีวิต ที่ใช้เงินตัวเองซื้อในราคา 60 บาท
ภาพหน้าปกสีม่วง ชื่อหนังสือว่า “สัญญานะจะคงเดิม” คนเขียนใช้นามปากกาว่า “เงาตะวัน”
รายละเอียดพวกนี้ จำได้กระทั่งว่า ซื้อที่ไหน
และใช้เวลานานเท่าไหร่กับการที่เด็กประถมคนนึง จะเก็บเงินได้ซัก 60 บาท

น่าแปลกที่มาคิดถึงมันในวันนี้ เหตุการณ์เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานเท่าไหร่


ตอน ม.๓
เพ้อเจ้อ และฟุ้งซ่านถึงขนาดเขียนกลอนรัก หวานๆ ชวนอ้วก และแบบอกหักเจ็บแปลบ
เหมือนว่า อายุเท่านั้น ตอนนั้น แต่ผ่านความรักมาอย่างโชกโชน
เปล่านะ…พี่ไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว
ตอนนั้นเขียนเล่นกับเพื่อนสนิทคนนึง บางทีถึงขั้นพลัดกันแต่งคนละบรรทัด
เหมือนการโต้กลอนกันไปมา แบบกวีชั้นสูง…(บรรทัดนี้เว่อร์)
ก่อนจบ ม.๓ เพื่อนคนนั้นบอกว่า ให้ลองส่งกลอนไปให้สำนักพิมพ์
ความเด็กตอนนั้น…ทำให้ ความกลัว ไม่ค่อยอยู่ในสิ่งที่จะคิดถึงเท่าไหร่
นอกจากไ่ม่กลัว แล้วยังไม่หวัง ไม่กังวล ไม่เครียด ไม่อะไรทั้งสิ้น
รู้แค่ว่า เพื่อนอยากส่ง ก็ส่ง
ไม่มีอะไรจะเสีย

ผลตอนนั้น คือ ได้พิมพ์เป็นหนังสือออกมาเล่มนึง
ความรู้สึกตอนที่ได้เห็นหนังสือที่ตัวเองเขียนออกมาเป็นเล่มๆ จริงๆ ตอนนั้น
ไม่ได้ตื่นเต้น ดีใจ มากไปกว่าตอนที่ซื้อหนังสือเล่มแรกให้ตัวเองเลย
และที่น่าแปลกกว่า ก็คือ พี่จำชื่อมันไม่ได้ด้วยซ้ำ!!!
อาจเป็นได้ว่าจริงๆ แล้วพี่เป็นคนชอบอ่าน มากกว่าชอบเขียน

หลังจากนั้น ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะอยู่ในเส้นทางที่เค้าเรียกกันว่า นักเขียน
จนกระทั่งเริ่มมีงานเขียนที่ทางสำนักพิมพ์เป็นคนให้โจทย์มา
และพี่ต้องเขียนให้เป็นไปตามคอนเซ็ปต์
ตอนนั้น ถึงรู้สึกว่า การเขียน เป็นการทำงานอย่างหนึ่งของเรา
ถ้าการเขียนเป็น “งาน” คงไม่แปลกถ้าอาจจะแอบยกยอตัวเองนิดๆว่า…

กรูก็เป็นนักเขียนเหมือนกันนะ

หนังสือเล่มล่าสุดที่เขียนเป็นของตัวเอง คือ ตอนเรียนปี๓
Feedback และยอดขายดี จนอยู่ๆ ก็กลายเป็นคนโปรดของสนพ. ไปแบบไม่รู้ตัว
แต่ด้วยความที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะอยากเป็นนักเขียน
ถ้าเป็นคนอื่น เข้าใจว่าด้วยสถานการณ์อย่างนั้น
เค้าต้องมีงานใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน

แล้วพี่ก็ทิ้งห่างออกมาจาก สนพ.ตั้งแต่การ reprint รอบสุดท้ายของงานเล่มนั้นหมดไป
จากปี๓ จนถึงตอนนี้ ทุกปีที่ยังคงถูกทาง สนพ.ตามล่าหาต้นฉบับจากตัวพี่อยู่
ปีนี้ (เร็วๆ นี้) คงถึงเวลาที่หลังชนฝา หน้าสู้คีย์บอร์ดอีกครั้ง
.
.
.
ที่พูดเรื่องตัวเองมานาน
เพราะพี่เชื่อว่า มีอยู่ 2 อย่าง ที่จะเปลี่ยนชีวิตคนเราได้
หนึ่ง คือ ความชอบ และสอง คือ โอกาส
บางทีความชอบ ก็ทำให้เกิดโอกาส หรือบางที โอกาส ก็ค่อยทำให้เกิดความชอบ
ของพี่ คงเป็นอย่างหลัง

ส่วนเมย์ จำได้ว่าพี่เคยยุให้เขียนหนังสือตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เราคุยกัน แล้วเมย์ส่งไดอารี่มาให้อ่าน
ถ้าเอาด้านความสามารถในการเรียบเรียง การใช้ภาษา และสำนวนในการเขียน
พี่พูดในฐานะคนที่คิดว่าตัวเองชอบอ่านหนังสือ และก็อ่านมาไม่น้อยจนน่าเกลียด
พี่รู้สึกว่า เมย์ เขียนได้…ถ้าได้เขียน

แต่ก็อย่างว่า…
ถ้าตอนที่เพื่อนบอกให้ส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์ ไม่ได้อายุ 14-15
พี่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำเหมือนตอนนั้นรึเปล่า???

หลายวันก่อน อ่านเจอในหนังสือของ “นิ้วกลม”
เค้าบอกไว้ว่า…”ความสำเร็จ คือ การลงมือทำ ความผิดพลาด คือ อยาก แล้วไม่ลอง”
(ใช้เป็นชื่อเอ็มไปแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อน)

เออ…หรือ จริงๆ แล้วมี ๓ อย่างที่เปลี่ยนชีวิตคนเราได้
หนึ่ง คือ ความชอบ, สอง คือ โอกาส และสาม ความกลัว(อันงี่เง่า)

555 :)

อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป

From: maywai@hotmail.com
To: nungning_insomeday@hotmail.com
Subject: อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป
Date: Thu, 1 May 2008 00:52:54 +0700

ฉลุย ปุกปุย ปีหนึ่งเพื่อนกัน…
เคยได้แต่ยินชื่อ และรู้เพียงว่าเอ็มสุรศักดิ์เล่นฉลุย
แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่ได้โกงอายุตอนเอนท์นะ

หนังไทยเรื่องแรกที่เมย์ได้ดูในโรงคือ เมื่อพ่อขุนยังเด็ก หรืออะไรเนี่ยแหละ
โตขึ้นมาอีกหน่อย ก็จำได้แต่ อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป

เมย์คงไม่ได้อัพเดทเรื่องการงานตัวเองให้พี่หนุงหนิงฟังมาพักใหญ่
เริ่มแรกจากการเป็น designer ในบริษัทส่งออกคริสต์มาสออนาเมนท์
ไม่คิดว่าเมืองไทยจะมีอุตสาหกรรมประเภทนี้อยู่กับเค้าเหมือนกัน ได้เห็นบ้างตอนงาน BIG แต่ก็คิดว่าเป็นบริษัทเมืองนอกซะอีก
ที่ไหนได้ หนึ่งในผู้ผลิตที่ขึ้นชื่อลือชาว่ามีแต่ของที่เป็น high-light คือพ่อของเพื่อนสมัยม.ปลายเราเอง
ตัวโรงงานตั้งอยู่ที่พะเยา มีคนงาน 200- 300 คน ปริมาณมากน้อยตามแต่ช่วงเวลาของอาชีพหลัก ซึ่งก็คือเกษตรกรรม
ดังนั้นช่วงฤดูปลูกข้าวหรือเก็บเกี่ยว ที่นี่จะเงียบเหงา สมกับที่เป็นชนบทจริงๆ

ที่นี่เป็นที่แรกที่ชวนเมย์มาทำงานด้วยหลังเรียนจบ แต่เพราะเรื่องเดินทางต่างจังหวัด แม่ก็เลยไม่เห็นด้วยทั้งๆที่มี benefit พิเศษให้นั่นคือการส่งไปดูงานที่อเมริกา ไม่ได้ปฏิเสธเปล่าๆ แต่ช่วยเค้าหาตัวตายตัวแทนที่ชื่อว่า หนิง ว้ากรุ่นเมย์เอง

หนิงอยู่มาได้ 1 ปี พ่อเพื่อนก็ให้หาคนมาเพิ่มเพราะอยากจะขยายแผนก PD ก็เลยให้มาเรียกเมย์
คงเพราะที่บ้านเห็นว่าไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ไม่เคยมีความสุข คราวนี้อยากจะตามใจซักครั้ง อย่างน้อย เวลาไปทั้งทีก็มีหนิงไปเป็นเพื่อน เมย์ก็เลยได้ไปสมใจอยาก
ช่วงที่อยู่กรุงเทพไม่ต้องเข้าออฟฟิศ sketch แบบ หาวัตถุดิบ ตุนเอาไว้ไปทำที่พะเยา
ไปครั้งละประมาณ 2 อาทิตย์ กลับมาก็ประมาณ 2 อาทิตย์
เมย์อึดอัดหลายอย่าง
เวลาไปอยู่ที่นู่น นอกจากเรื่องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและคนใหม่ๆแล้ว
กับคนเก่าๆที่พอจะรู้จักกันมาบ้าง แต่ไม่ถึงกับสนิท พอต้องมาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทั้งกิน นอน ทำงาน
ไม่มีทั้งสเปซและเวลาส่วนตัว เมย์ก็เฉาลงเรื่อยๆ
และพอสภาพจิตใจมันเป็นแบบนั้น ไม่ว่าอะไร มันก็พาลไม่เข้าหูเข้าตาไปซะหมด
ในที่สุดก็ขอลาออกตั้งแต่ทำได้ 3 เดือน เพราะกลัวเค้าจะจองตั๋วเครื่องบินให้เมย์ แล้วต้องมาเสียตังค์ฟรี
แต่เค้าก็ขอให้อยู่ต่อก่อนเพื่อให้เค้าเองมีทางออกกับหลายๆเรื่อง แลกกับการที่ให้เมย์ไม่ต้องขึ้นพะเยา ช่วยงานด้านติดต่อลูกค้าแทน แล้วก็อยู่มาจนถึงป่านนี้

ทุกวันนี้เวลาใครถามว่าเมย์ทำงานอะไร ก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี เพราะหลังจากนั้นมา ไม่ว่าจะหน้าที่จิปาถะ บ้าบอคอแตกอะไร เมย์ก็ได้ลองแตะๆมาหมด แต่ไม่มีอะไรได้สัมผัสแบบเต็มไม้เต็มมือซักอย่าง มันก็เลยได้แต่ขยายวงความรู้ออกในแนวกว้าง ไม่ใช่แนวลึก
ไว้จะค่อยๆเล่ารายละเอียดความจิปาถะให้ฟัง
เมย์ว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งในนามบัตร จาก designer ที่เขียนไว้ทีแรก เป็น multitasker อยู่แล้วล่ะ
ก่อนหน้าที่จะมาเขียนอีเมลนี่ ก็เพิ่งจะเคลียร์รายการของที่ลูกค้าสั่งตัวอย่าง ต้องมานั่งพิมพ์เอกสารใน word บ้าง excel บ้าง ยิ่งใช้ไม่ค่อยจะเป็นอยู่ด้วย อา.. ทวงเงินก็ทำมาแล้วนะจะบอกให้

ละครถาปัด เมย์ดูเรื่องแรกคือ อั้งยี่ ตอนนั้นอยู่ม. 5 ได้มั้ง
จากนั้นก็ดูมาเรื่อยๆ พอเข้ามหาลัย เพื่อนๆม.ปลายเมย์อยู่จุฬากัน 99%
เวลาพวกมันจะยกโขยงกันไปดูทีไร ก็ซื้อบัตรเผื่อเราด้วยทุกครั้ง
นี่รวมถึงละครนิเทศด้วยนะ ใครลากไปไหนไปหมด

ตอนอยู่เตรียม เมย์โชคดีที่ทันได้ทำละครเวที ถึง 2 เรื่องในรอบ 10 กว่าปี
พอหมด 2 เรื่องนี้ น้องๆรุ่นต่อมาก็ไม่ทำอีกแล้ว
ตอนนั้นก็แค่เห่อๆตามเพื่อนไปสมัครเป็น staff ติดคัดเลือกขึ้นมาก็ทำเอาสนุกไปอย่างงั้นเอง
แต่คิดว่าได้เห็นการทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกันของคนกลุ่มใหญ่
ได้เพื่อนใหม่ รุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์ เหมือนได้เจอสังคมใหม่ขนาดย่อมๆ
ความรับผิดชอบที่นอกเหนือจากการเรียน
ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มแสนคุ้ม

พี่หนุงหนิงล่ะ ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง


From: nungning_insomeday@hotmail.com
To: maywai@hotmail.com

nungning_insomeday@hotmail.com

“ตอนนี้ทำอะไรบ้าง???”
เป็นคำถามที่ถูกคนรู้จักถามบ่อย…รู้สึกมั้ย

แต่ระดับความอยากตอบ จะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับคนถาม
ไม่ใช่ปริมาณของ “อะไรบ้าง” ที่ทำอยู่
 
จะเล่าเรื่องการงานของตัวเองมั่ง
ตอนส่ง Thesis วันสุดท้าย
เช้าวันต่อมา เพื่อนๆ คนอื่นเท่าที่รู้ ทำตัวประหนึ่งว่า เกิดมาไม่มีวันหยุดมาก่อน
ส่วนพี่ ก็ยังต้องตื่นเช้า แล้วเข้าไปทำงานที่บริษัทเป็นวันแรก
 
บริษัทแรกที่ทำ เป็นเพื่อนของ อ.อาวิน
ตอนนั้น เค้าทำนิตยสารเล็กๆ (หมายถึงตัวตนของมันในตลาดนะ ไม่ใช่ขนาด)
พี่เข้าไปวันแรก ในตำแหน่งบก.
ตอนนั้น รู้สึกชีวิตก้าวกระโดด เพราะอยู่ๆ ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ ก็เพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ต้องเอาเท่าไหร่คูณเข้าไป
แต่ชีวิตช่วงนั้น รู้สึกดี และมีความสุขมาก
ส่วนนึง เพราะเป็นงานที่ชอบ แม้หลายๆ อย่างต้องเกิดจากการเรียนรู้ที่ชีวิตมหาลัย ไม่เคยสอน
แต่ตอนนั้น ด้วยความที่เรายัง “เด็ก” ในสายตาของทุกคน
พี่รู้สึกว่า ตัวเองทำอะไรก็ได้ ถ้ามันจะผิดจะพลาดไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร
อีกส่วนนึง ที่ทำให้ไม่กดดันอะไรนัก อาจเพราะตอนนั้น มี อ.อาวิน อยู่เป็นแบ๊กอัพให้ตลอด
(หลายคนเข้าใจว่า พี่กับอ.อาวิน สนิทกันตั้งแต่ตอนเรียน แต่จริงๆ พี่รู้สึกว่า มันน่าจะเป็นช่วงที่ทำงานมากกว่า)
 
ทำอยู่ที่นั่นได้ปีนึงเต็มๆ แต่นิตยสารที่ว่านั้น ปิดตัวลงตั้งแต่เล่มที่ 5 หรือ 6 เนี่ยแหละ
ซึ่งก็ไม่ได้น่าตกใจอะไรนัก สำหรับพี่
เพราะตอนนั้น รู้สึกเข้าใจเงื่อนไขของสิ่งที่คนโตๆ เค้าเรียกกันว่า Marketing พอประมาณ
ครึ่งปีหลัง บริษัทเริ่มหันไปจับงานด้าน online และอะไรก็ตามที่เป็น digital
ซึ่งห่างไกลจากสิ่งที่พี่สนใจ ในช่วงนั้นมาก
แต่ไม่ได้รู้สึกเบื่อ หรือต่อต้านมันนะ
อาจด้วยสันดาน การได้ทำอะไรใหม่ๆ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น
ส่วนจะอยู่กับมันได้นานแค่ไหน ค่อยว่ากันอีกที
ครบปี…จำได้ว่าที่ตัดสินใจลาออก เพราะ อ.โชติ เริ่มทวงงานหนังสือ ที่รับปากกับแกไว้ตั้งแต่ตอนทำ Thesis
คิดว่า อยากตั้งใจทำให้แกจริงๆ เลยเลือกที่จะลาออก แล้วทำงานให้แกซักเล่ม
 
แต่ออกมาทำตัวให้สบายๆ พร้อมเริ่มงานตัวเอง ไม่ถึงเดือน
มีบริษัทนึง โทร.มาเรียกตัวเข้าไปคุย
พี่ก็เข้าไป ด้วยความตั้งใจจะไปปฏิเสธเต็มที่
จริงๆ ตอนนั้นปฏิเสธทางโทรศัพท์ ก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงตัดสินใจเข้าไปคุย
คุยไป คุยมา เริ่มงานต้นเดือนต่อไปทันที
 
เข้ามาทำที่ใหม่ (ซึ่งก็คือ ที่ปัจจุบัน) ได้ 3 วัน
ก็ไปลาออก ด้วยเหตุผล และคำพูดที่ไม่น่าเชื่อว่า จะทำให้ยังทำงานกะเค้ามาได้ถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นคุณเจ้าของบริษัท (ที่มารู้ทีหลัง ว่าอายุเท่ากัน) เกลี่ยกล่อมไว้ซะอยู่หมัด
งานที่ทำแรกๆ เป็นงานที่ค้างมาจาก Graphic คนเก่าเค้า
ซึ่งนั่น ทำให้พี่อึดอัด บวกกับธุรกิจหลักของบริษัทตอนนั้น เป็นพวกดาวน์โหลด บนโทรศัพท์มือถือ
แม้พี่จะไม่ช่คนที่ต้องลงไปทำรายละเอียดเอง
(หน้าที่ ตอนนั้น คือดูภาพรวมของสื่อ / Graphic / และ Content
ให้มันออกมาดู High กว่าภาพจำที่ทุกคนเข้าใจว่า
พวกดาวน์โหลด บนโทรศัพท์มือถือ เป็นสินค้าด้านมืดของสังคม)
แต่ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกภาคภูมิใจในงานตัวเองเท่าไหร่
จำได้ว่า ช่วงนั้น เป้นช่วงเดียวกับที่เมย์ร่ำๆ จะออกจากงาน
แล้วพอพี่ถามว่า ทำไม เมย์ตอบว่า รู้สึกไม่ภูมิใจในวิชาชีพ หรืออะไรทำนองนี้
 
ทำที่นี่ได้ประมาณครึ่งปี บริษัทเลิกทำพวก Content download แบบบ้านๆ
มารู้ทีหลังว่า นี่เป็นเหตุผลที่เค้าเรียกพี่มาทำงาน
หันมาจับงานเรื่อง Digital Service ต่างๆ บนโทรศัพท์มือถือ
พี่ต้องมาเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะอยู่เหมือนกัน
และหน้าที่ ความรับผิดชอบ ก็มากขึ้น จาก Graphic Designer ก็ถูกเรียกว่า เป็น Creative Manager
เริ่มต้องเรียนรู้เรื่องงานบริหาร การตลาด และเขี้ยวเล็บของคนทำงานในวงการที่แข่งขันกันแบบบ้าคลั่ง
 
ปัจจุบัน พี่ก็ยังคงสู้รบกะคนพวกนี้อยู่
ด้วยหน้าที่ที่เค้าเรียกกันเท่ๆ ว่า Project Manager
หน้าที่ คือ ทำไงก็ได้ให้โปรเจคนี้ได้ตังค์…555
 
ถามว่าวันนี้มีความสุขกับงานดีมั้ย
พี่ก็ว่ามันยังอยู่ในระดับ OK
แม้จะรู้สึกว่า มีอะไรหลายอย่างที่อยากทำมากกว่า (นอกจากจ๊อบ)
แต่ก็อย่างที่เคยขึ้นชื่อเอ็ม ไว้ว่า…
 
“ถ้าวันไหนผมรู้สึกไม่สนุกซักนิดกับสิ่งทีอยู่ตรงหน้า วันต่อมา…ผมคงต้องหาอย่างอื่นทำ” – Henrik Otto
 
วันไหนที่รู้สึกแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ
พี่ก็คงไปหาอย่างอื่นทำเหมือนกันว่ะ!!!!

อ่อ…ที่เล่ามาทั้งหมด เหมือนตอบคำถามว่า “เคยทำอะไรมาบ้าง” มากกว่า
แต่ถ้าจะตอบว่า “ทำอะไรอยู่บ้าง” คงต้องไว้คุยกันอีกยาว

ปล.จนทุกวันนี้ งานที่รับปาก อ.โชติไว้…ก็เป็นแค่โปรเจคลมๆ
ที่คิดไว้ในใจเสมอว่าจะทำๆ
 
ปล.อีกที แล้วตกลงปีนี้ไปดูป่ะ?? ละคร ถาปัตอ่ะ

Tokyo Tower

From: maywai@hotmail.com
To: nungning_insomeday@hotmail.com
Subject: Tokyo Tower
Date: Wed, 30 Apr 2008 00:20:02 +0700

ไปดู Tokyo Tower มา
ไม่รู้ว่าพี่หนุงหนิงดูรึยัง ถ้ายังเคยเห็นโปสเตอร์รึเปล่า
ภาพสีจืดๆ มีผู้ชายผมยุ่ง หุ่นเท่ๆ ค่อนข้างหล่อ เดินจูงมือหญิงแก่ที่พอจะเดาได้ว่าเป็นแม่
หน้าตาโปสเตอร์หนังแบบนี้ เห็นครั้งแรกก็รู้เลยว่าจะต้องเสียเงินอีกแล้ว
เช่นเดียวกับหนังสือปกสวยๆ มีชื่อเท่ๆ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าเกี่ยวกับอะไร
ความน่าจะเป็นที่จะได้เป็นเจ้าของก็พุ่งปรี๊ดกว่า 50%
หนังค่อนข้างเนิบเนือย เมย์คงจะไม่พูดถึงมันมากกว่านี้จนกว่าพี่หนุงหนิงจะบอกว่าดูแล้ว

ครั้งแรกๆของเริ่มต้นด้วยความยาวเพียงเท่านี้ แล้วหัวข้อสนทนา มันจะผุดขึ้นมาเองตามปริมาณที่โต้ตอบกัน
ขอโทษที่เขียนช้าไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าทำเป็นเบลอๆไปเนอะ

นี่ถ้า MSN ไม่เดี้ยง จนไม่รู้ว่ามี e-mail มาตอนไหน
เมย์อาจจะได้เห็นการตอบ mail แบบ real time จนคิดว่าเป็น interactive
และอย่าแปลกใจ ถ้าจะตอบยาวๆ (เพราะตั้งใจจะคุยด้วยแบบยาวๆ)
 
เพิ่งคุยกะใครไปเมื่อวันก่อน เรื่อง Tokyo Tower หลังจากไปเดินฟอร์จูน แล้วเห็นแผ่นมันวางล่อตาแบบเงียบๆ
แต่พอดีว่า ยังมีความหวังว่าจะได้ไปดูในโรง ก็เลยข้ามแผ่นนั้น ไปหยิบเรื่อง Lust, Cuation ที่ออกโรงไปแล้วมาแทน
เออ…ที่ฟอร์จูนมีร้านหนังร้านนึง มี VCD หนังไทยเก่าๆ เยอะมากกกกก
วันนั้นเลยได้พวก ฉลุย ปุกปุย ปีหนึ่งเพื่อนกันฯ (อะไรทำนองนี้) มาหลายแผ่นอยู่
ถ้าเมย์ไม่ได้โกงอายุตอนสอบ ent. อย่ามาบอกว่าเกิดไม่ทันนะ!!!
 
จะไม่พูดถึงหนังพวกนี้เหมือนกัน จนกว่าตัวเองจะได้ดู 555

 
จริงๆ คืนนี้ มีงานต้องทำเยอะด้วย
ต้องเขียนต้นฉบับ (หนังสือเล่มใหม่) ที่คิดไม่ค่อยออก
เอ่อ…จริงๆ คิดออก แต่เขียน (พิมพ์) ออกมาไม่ออก
ขึ้นไม่ถูก จบไม่ลง
เป็นความรู้สึกด้านตรงข้ามกับตอนที่พิมพ์ mail หาเมย์ตอนนี้
แปลกว่ะ…วันนี้มีเรื่องหงุดหงิด 2-3 อย่าง
อย่างแรกคือ โดนลูกค้าต่อราคางาน
อยากจะบอกว่า ไม่ได้บอกผ่าน…ไม่ได้เปิดท้ายขายของนะว้อยยย จะต่อทำห่านอะไร
อ่อ ขอแซง จริงๆ หงุดหงิดอย่างแรกของวัน คือเวลาอ่านข่าวการเมืองตอนเช้าๆ
ส่วนหงุดหงิดปิดท้าย คือ วันนี้ที่ออฟฟิส มีคนผีเข้า
อยู่ๆ ก็ฟาดหัวฟาดหางใส่ใครเค้าไปทั่ว
ไอ้เราไม่เกี่ยว แต่เห็นแล้วก็พลอยหงุดหงิดตามเค้าไปด้วย
>.<

 
เออ…วันนี้เพิ่งซื้อบัตรละคร ถาปัตมา
ไม่รู้เมย์ชอบมั้ย แต่พี่ไปดูครั้งแรก ตอนประมาณปี 2 หรือ 3 จำไม่ได้ (แก่)
แล้วก็เว้นไปหลายปี เพิ่งมาได้ดูอีกทีปีนี้
 
มองนาฬิกา เริ่มรู้สึกว่า ต้องทำงานต่อละ เริ่มง่วง
และ…
Thank you ที่ไม่ทำเป็นเบลอ (แต่ถึงจะเบลอจริงๆ ก็ไม่ว่าอารายหรอกกก)

 

Ask&Answer_02

๑. คิดยังไงกับหนัง Brokeback Moutain
- เจ็บดี
๒. ถ้ายังไม่ได้ดู คิดจะดูมั้ย?
- ดูแย้ววไง
๓. บอกชื่อเพื่อนที่คิดว่าเค้ารู้จักคุณดีที่สุด
- แวบแรก คงเป็นหวาน แต่จริงๆ แล้วอาจจะเป็นปี๊บ
๔. รู้จักกันมากี่ปี
- ห้าปีมั้ง แต่ถ้าปี๊บ น่าจะเกินสิบปีแล้วล่ะ
๕. คิดว่าเค้าไว้ใจคุณรึเปล่า?
- คิด
๖. ถ้าคนในข้อสามทำผิด คุณจะบอกเค้าว่า…
- ประจำเลยนะหวาน
๗. ดูหนังในโรงบ่อยมั้ย
- ไม่ได้ดูมานานแล้ว บ่อยมั้ยล่ะ
๘. ถ้าคนในข้อสามแต่งงาน จะให้อะไรเป็นของขวัญ
- สมุดบันทึก
๙. ระหว่างข้าว กะ ก๊วยเตี๊ยว ชอบกินอะไร
- ข้าว
๑๐. ถ้าต้องกินก๊วยเตี๋ยวกับข้าว จะเลือกเส้นอะไร
- วุ้นเส้น
๑๑. คิดยังไงกับคำว่า เพศที่สาม
- มันมาต่อจากเพศที่สอง
๑๒. ระหว่างวง So cool กับวงไอน้ำ ถ้าต้องเลือก เลือกวงไร?
- เลือกอยู่เงียบๆ
๑๓. พิซซ่า กะ โรตีบอยล่ะ?
- มันแทนกันได้ตรงไหนอ่ะ
๑๔. ถ้าขับรถไปชนคน จะคิดว่าเราซวย หรือเค้าซวย
- ทั้งคู่
๑๕. บอกชื่อคนที่คุณไม่ไว้ใจที่สุด
- ปี๊บ
๑๖. ขอเหตุผลหน่อย
- มันเป็นคนเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้
๑๗. ถ้ามีเรื่องอยากระบายมากๆ แต่คนในข้อ ๑๕. เป็นคนเดียวที่อยู่กะคุณตอนนั้น คุณจะ…
- นั่งร้องไห้ใส่มัน
๑๘. บอกชื่อคนเก่งในสายตาคุณ
- ประภาส ชลศรานนท์
๑๙. บอกชื่อคนดีในสายตาคุณ
- ใครก็ตามที่ลงไปช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ
๒๐. มี CD ในรถรึเปล่า
- ไม่มีรถอ่ะ
๒๑. แผ่นที่เปิดฟังบ่อยที่สุด คือ…
- ไม่มีไง เอ๊
๒๒. คิดว่าในหนึ่งวันร้านน้องท่าพระจันทร์ ขายเทปคลาสเส็ต ได้กี่ม้วน
- สามถ้วน มั้ง
๒๓. ห้านาที ก่อนตอบคำถามข้อแรกคุณทำอะไรอยู่
- ดูบอล
๒๔. ตอนนี้ล่ะ
- ก็ดูด้วย
๒๕. ใส่นาฬิกาข้อมือข้างไหน
- ซ้าย
๒๖. คิดยังไง กับคนที่ใส่คนละข้างกับคุณ
- เรื่องของเค้า แต่มันถนัดเหรอน่ะ?
๒๗. นาฬิกาข้อมือกับโทรศัพท์มือถือ อะไรสำคัญกว่า
- โทรศัพท์
๒๘. ทำไมล่ะ?
- แพงกว่า จำเป็นกว่า ขอคนแปลกหน้าโทร.เฉยๆ เหมือนถามเวลาไม่ได้
๒๙. ถ้าโดนปล้น แล้วโจรบอกให้เลือกของไว้อย่างนึงจะเลือก?
- กระเป๋าตังค์ (ขอซิมโทรศัพท์ด้วยได้ป่ะ?)
๓๐. เอาล่ะ ใครส่งเมลล์นี้ให้คุณ
- ไม่รู้ ชื่อมันขึ้นเป็น ????????
๓๑. คิดว่าคนส่งมาเป็นคนยังไง
- เป็นคนที่รู้ว่าเราชอบเล่นตอบคำถามแบบนี้
๓๒. เอาล่ะ ฝากอะไรถึงคนที่คุณจะส่งต่อไปให้
- ตอบด้วยนะ
๓๓. ก่อนข้อสุดท้ายแล้ว
คิดว่าจะมีใครตอบชื่อคุณในข้อสาม มั้ย?

- ต้องเลื่อนไปดูคำถาม ก่อนจะลงมาตอบว่า…ไม่รู้ดิ่!!!

nungning
25 มิ.ย. 2549 เวลา 21:39 น.

Ask&Answer_01


1.หนังสือการ์ตูนเล่มล่าสุดที่อ่าน : ไม่ได้อ่านการ์ตูนมานานแล้ว
2.รายการ วิทยุที่กำลังฟังอยู่ หรือเพลงที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้ : 104.5 Fat Radio
3.ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ดู : Brokeback Mountain
4.ชอบฟังเพลงแนวไหนมากที่สุด : ป๊อป นอกนั้นแล้วแต่อารมณ์
6.ข้อดี ของตัวเองคิดว่าคืออะไร : ไม่คิดร้ายกับใคร หรือคิด ก็ไม่แสดงออก
7.แล้วข้อเสียล่ะ : โรคจิต ชอบคิดว่าช่วยเหลือคนอื่นได้ ทั้งที่จริงไม่มีปัญญา
8.แล้วมองคนอื่นยังไง : แล้วแต่คน
9.ประตูห้องนอนติดอะไรไว้หรือเปล่า : สติ๊กเกอร์ a day weekly

10.สถานที่ที่ไม่อยากไปมากที่สุด : ที่เที่ยวกลางคืน ที่เปิดเพลงดังๆ หนวกหู
11.คำพูดติดปาก : ได้ข่าวว่า…
12.ตอนนี้คิดถึงใครอยู่หรือเปล่า : คิดถึง
13.รู้สึกกับเค้าอย่างไร : ก็ดี บางทีก็ไม่ดี
14.ผลไม้สุดโปรด : โปรดไปหมด
15.ถ้าคุณว่างมากๆ คุณจะโทรไปหาใครเป็นคนแรก : หวาน
16.คติประจำใจในการดำเนินชีวิต : แล้วแต่…เปลี่ยนคติไปตามสถานการณ์
17.เคยรักใครบ้างหรือเปล่า  : เคย
18.ถ้ายังรักเค้าอยู่ จะทำอะไรให้เค้า : ทำเฉยๆ
19.อยากทำอะไรให้พ่อแม่ดีใจ : ทำทุกอย่าง (ตอบเหมือนเมย์)
20.เพื่อนเราแอบชอบแฟนเรา จะทำยังไง : ทำเป็นไม่รู้ จนกว่าเค้าจะบอก
21.ถ้าเพื่อนสนิทกับแฟนเราแอบคบกันจะทำไง : ทำเป็นนางเอก ให้ไปเลย
22.อกหักรู้สึกอย่างไร : เซง
23.ถ้าขอพรได้ 1 ข้อ จะขออะไร : ขอให้ขอพรได้อีกเรื่อยๆ
24.ฝากอะไรถึงคนที่คุณจะส่งถึง : ไม่ต้องตอบกลับก็ได้นะ แต่ลองตอบดูดิ่
25.และรู้สึกยังไงกับคนที่ส่งเมล์มาให้ :
เป็นคนประหลาด เป็นเด็ก DEC ที่ อยากเรียนอักษร
26.สิ่งที่อยากพูดมากที่สุดตอนนี้ : เบื่อโว้ยยย
27.คุณเคยเข้าเว็ปต้องห้ามหรือเปล่า : ถ้ามันห้าม จะเข้ายังไงอ่ะ?
28.คุณหวังว่าจะได้รับเมล์จากใครเป็นพิเศษรึเปล่า : เปล่า
30.คุณกำลังเรียนอะไร : เรียนรู้ชีวิต
31.ถ้าเปลี่ยนอะไรได้ อยากเปลี่ยนอะไร : เปลี่ยนตัวเองก่อน
32.เพื่อนสนิทชื่ออะไร แล้วเค้าเป็นยังไง : หลายคน เป็นคนที่เราคบได้
33.เพื่อนกับแฟน ถ้าให้เลือกเราเลือก : เพื่อนแน่นอน
34.รักครั้งแรกเมื่อไหร่กะใคร : เด็กๆ ลืมชื่อไปแย้วว
35.แล้วตอนนี้ล่ะรักใคร : รักไปเรื่อย แล้วแต่สถานการณ์
36.ตอนนี้อยากทำอะไร : ทำอย่างอื่น นอกเหนือจากงาน
37.อยากแต่งงานมั้ย : ไม่ชอบงานแต่งงาน คิดว่ามันเว่อร์
38.อยากได้ลูกชายหรือลูกสาวและกี่คน : ไม่อยาก
39.อยากได้เเฟนเเบบไหน :
แบบ…(ดูดเสียง) แต่เอาแค่บางอย่างนะ
40.ตอนนี้อยากเจอใครที่สุด : คนเดียวกะข้อข้างบน
41.ถ้าเจอจะคุยว่าอะไร : วันนี้เป็นไงมั่งเหยออ?
42.ถ้าพรุ่งนี้เราต้องจากโลกนี้ไป จะทำอะไรเป็นสิ่งสุดท้าย : หลับ
43.สิ่งที่คิดว่าเป็นข้อผิดพลาดที่สุดในชีวิตคือ : หาเรื่องเสียคนดีๆ ไปจากชีวิต
44.ใครส่งเมล์นี้ให้คุณ : น้องเมย์
45.อยากส่งเมล์นี้ให้ใคร : ไม่อยากอ่ะ ไม่ชอบส่งเมลล์ FW.
46.ถ้าเค้าไม่ตอบกลับมาล่ะ : ก็แหงล่ะ
47.อยากฝากอะไรมั้ย : ไม่ฝาก
48.รู้สึกยังไงกับคนที่คุณจะส่งเมล์ให้ : ก็ไม่ส่งไง

16 Feb 2006

การกลับมา

ลองกลับมาเปลี่ยน Theme และอยากให้ที่นี่ เป็นที่พักพิงอีกซักครั้ง
.
.
.

หน้าต่อไป